Hierarchical Navigation

เมื่อไอซีทีเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล

จาก หนังสือพิมพ์ มติชน ฉบับวันที่ 16 มิถุนายน 2550

การให้บริการแก่ผู้ป่วยของไทยนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ ที่เข้ามารักษามากที่สุดประเทศหนึ่ง โดยในแต่ละปีคาดว่ามีชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเพื่อพบแพทย์ในไทยมากถึง 1.2 ล้านคน ซึ่งอาจจะเป็นด้วยเหตุผลของการบริการหรือค่าใช้จ่ายที่ดีและถูกกว่าที่อื่น

แต่แม้ว่าการบริการจะดีแค่ไหน การพัฒนาบริการให้ดีขึ้น ก็เป็นเรื่องสำคัญที่โรงพยาบาลแต่ละแห่ง จะต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารหรือไอซีที มาใช้เพื่อทำให้การบริการในโรงพยาบาลดียิ่งๆ ขึ้น

เรย์มอง ซอง กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร โรงพยาบาลสมิติเวช เปิดเผยว่า สิ่งที่เน้นมากที่สุดของทางโรงพยาบาลคือเรื่องของคุณภาพ โดยตอนนี้ทางโรงพยาบาลมีแผนที่จะนำเอาไอซีทีเข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบต่างๆ ของโรงพยาบาลให้ดีขึ้น

การนำเอาไอซีทีเข้าไปใช้ในโรงพยาบาลนั้น ก็เริ่มตั้งแต่งานเวชระเบียน และงานสำนักงานต่างๆ แต่สิ่งที่จะได้เห็นชัดที่สุด คือการให้ประโยชน์แก่ผู้ที่เข้ามารับการรักษา อย่างเช่นภายในห้องพักที่เคยมีแต่โทรทัศน์อยู่ ก็จะกลายเป็นโทรทัศน์แอลซีดีที่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับอินเตอร์เน็ต และคีย์บอร์ดไร้สาย เกิดเป็นคอมพิวเตอร์ขึ้นมาในห้อง ทำให้โทรทัศน์เป็นอะไรที่มากกว่าโทรทัศน์

เมื่อผู้ป่วยต้องการความบันเทิงระหว่างการนอนพัก ก็สามารถร้องเพลงคาราโอเกะได้ หรือต้องการทำธุรกรรมต่างๆ ก็สามารถทำผ่านอินเตอร์เน็ตได้เลย นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลก็จะบรรจุบทความต่างๆ ของแพทย์เอาไว้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าไปอ่านได้ ยามที่ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว หรืออยากจะรู้ว่า โรคที่ตัวเองป่วยอยู่นั้น มันเป็นมาอย่างไร ควรจะทำตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาเปล่าๆ

เรียกว่าออกแนวคอนเซ็ปท์การนำข้อมูลมาบวกกับความบันเทิง

ที่สำคัญคือเรื่องของการนำไปใช้กับบริการทั่วไปที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสำหรับแพทย์ผู้รักษา หรือค่าบริการต่างๆ ของคนไข้ เมื่อมีไอซีทีเข้ามาช่วยก็จะทำให้การบริการผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น เช่น การรักษาผู้ป่วย แพทย์ก็จะมีข้อมูลของผู้ป่วย รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับโรคปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทำให้การรักษาเป็นไปได้อย่างแม่นยำและเร็วมากขึ้น เมื่อรักษาได้แม่นขึ้น ผู้ป่วยก็หายเร็วขึ้น แต่ก็ยังคงเน้นไปถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก ไม่ใช่รักษาไปมั่วๆ

หรือเวลาคิดเงิน เมื่อก่อนเราอาจจะต้องรอนานเวลาจะออกจากโรงพยาบาล ก็ทำให้เร็วขึ้น เพราะข้อมูลพร้อมอยู่แล้ว เมื่อคนไข้ออกเร็ว เตียงก็จะว่างเร็วขึ้น ก็มีโอกาสรับผู้ป่วยคนใหม่เข้ามาได้เร็วขึ้น

โดยโครงการที่วางไว้ก็อยู่ที่ประมาณ 3-5 ปี เริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการผู้ป่วย ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้เป็นโรงพยาบาลดิจิตอล เหมือนกับการทำให้โรงพยาบาลเป็นหนุ่มมากขึ้น

สำหรับตอนนี้ ทางโรงพยาบาลก็ได้ให้ทางซิสโก้ ซีสเต็มส์ เข้ามาจัดการโครงสร้างต่างๆ ให้ ซึ่ง คุณวรกร ภัทรายานันท์ กรรมการผู้จัดการภาคพื้นอินโดจีน บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ เปิดเผยว่า หากสงสัยว่า สาธารณสุขจะเอาเทคโนโลยีสารสนเทศหรือไอทีมาใช้ได้อย่างไร แล้วซิสโก้เกี่ยวข้องอย่างไรนั้น จริงๆ แล้ว ในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะมีการนำเอาไอทีไปใช้ในหน่วยงานด้านสาธารณสุขอย่างมาก

โรงพยาบาลส่วนใหญ่จะนำไอทีไปใช้ในเวชระเบียน ด้วยการคีย์ชื่อลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือการจัดตารางของแพทย์และพยาบาล แต่ถ้าจะเป็นอีกขั้น ก็คงจะเป็นการนำไปใช้กับการแพทย์ เช่น เมื่อก่อนต้องนำฟิล์มเอ็กซเรย์ไปล้างก่อน แต่เดี๋ยวนี้ก็สามารถส่งภาพเอ็กซเรย์เป็นดิจิตอลออกไปได้เลย หรือจะส่งข้ามโรงพยาบาลกันก็ยังได้

ในขณะที่แอพพลิเคชั่นของการสาธารณสุขก็ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เพื่อมีการส่งข้อมูลไปมา สิ่งที่ตามมาขึ้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น ต้องมีความแม่นยำ ปลอดภัย ดังนั้น เครือข่ายที่ใช้จะต้องเชื่อถือได้ ซึ่งตรงนี้เองที่ซิสโก้จะเข้าไปมีส่วนได้ นอกจากนี้ ซิสโก้เองก็ยังมี โทรศัพท์ไอพี หรือ ไอพีเทเลโฟน โดยมีหลายที่ที่นำไอพีโฟนไปใช้ร่วมกับงานสาธารณสุข

คุณวรกรบอกว่า แอพพลิเคชั่นด้านธุรกิจเพื่อสุขภาพนั้นพัฒนาไปกว่าที่เราคิดมาก ซิสโก้จึงให้ความสนใจกับตลาดตรงนี้เพราะผลิตภัณฑ์ของซิสโก้สามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ ทั้งความเสถียร ปลอดภัย เร็ว รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น ไอพี และไวร์เลส

ต่อจากนี้ ไอซีทีก็จะเข้าไปมีส่วนร่วมในโรงพยาบาลมากขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกอย่างแท้จริง

ติดต่อขอข้อมูล