"คอนเนคเต็ด เฮลธ์" บูรณาการของไอทีกับการแพทย์

โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th

Matichon

20090404 healthcare

ราวเดือนเศษที่ผ่านมา โรงพยาบาลกรุงเทพได้ติดตั้งและใช้งานระบบให้บริการล่ามแปลภาษาแบบใหม่แก่ผู้ป่วยชาวต่างชาติที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในเครือ แล้วก็เชื้อเชิญผู้สื่อข่าวกลุ่มหนึ่งให้เดินทางไปเยี่ยมชม เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของระบบที่เรียกว่า "เทเลอินเตอร์เพรตเตอร์" นี้

"เทเลอินเตอร์เพรตเตอร์" หรืออาจจะเรียกเป็นไทยๆ ได้ว่า ระบบล่ามทางไกล (ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทีเดียวนัก) เป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาแก้ปัญหาที่โรงพยาบาลเจอะเจออยู่ได้อย่างน่าชมครับ ที่ผมบอกว่าน่าชมเพราะมันไม่เพียงแก้ปัญหาให้กับโรงพยาบาลได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องนี้พึงพอใจกับความแตกต่างที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นผลลัพธ์การแก้ปัญหาที่หาได้ไม่ง่ายนัก

ปัญหาเดิมที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องล่ามของโรงพยาบาลแห่งนี้และโรงพยาบาลในเครือก็คือ ปัญหาการขาดแคลนล่ามแปลภาษาครับ คุณจอห์น ดุ๊ค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบอกว่า ในแต่ละวัน โรงพยาบาลต้องรับมือกับผู้ป่วยที่เป็นชาวต่างชาติไม่น้อยกว่า 1,000 ราย โรงพยาบาลมีล่ามประจำอยู่ 20 คน ใช้ในการแปลภาษาหลัก 3 ภาษา คือ อังกฤษ ญี่ปุ่น และอารบิค หรือภาษาอาหรับ กับภาษารองๆ ลงมาอีก 12 ภาษา ถ้ามีภาษาอื่นใดที่จำเป็นต้องใช้นอกเหนือจากนี้ก็ต้องใช้บริการล่ามจากภายนอกเป็นครั้งคราวไป

ปัญหาก็คือ ผู้ป่วยต่างชาติไม่ได้ลดลง ตรงกันข้ามมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นครับ จากการประเมินของโรงพยาบาลเอง ถ้าหากยังใช้ระบบเจอผู้ป่วยต่างชาติที ก็โทรศัพท์ตามล่ามกันทีแบบเดิมนี้ ก็อาจจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนล่ามมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงเดือนละ 10 คน!

20090404 healthcare

เรื่องมันไม่ได้จบอยู่แค่จำนวนล่ามนะครับ คือถ้าหากมีให้เพิ่มได้ก็คงไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก แต่ที่สำคัญคือไม่มีล่ามต่างหาก

การทำหน้าที่ล่ามเพื่อการรักษาพยาบาลไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยครับ ล่ามไม่เพียงต้องรู้ภาษาของผู้ป่วยดี ยังต้องรู้ภาษาแพทย์ ศัพท์ทางการแพทย์ดีพอที่จะสามารถอธิบายให้ผู้ป่วยได้เข้าใจถึงตัวโรคที่เขาเป็น กระบวนการรักษา และอื่นๆ อีกสารพัด

ไม่มีใครอยากให้เกิดกรณีถอนฟันผู้ป่วยหมดปาก ยกเว้นซี่ที่ปวดอยู่ซี่เดียว ที่เกิดขึ้นเพราะอุปสรรคทางภาษาแน่นอน

"เทเลอินเตอร์เพรตเตอร์" เข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหาส่วนนี้ได้ด้วยการติดตั้งระบบการสื่อสารภายในระหว่างห้องผู้ป่วย กับศูนย์บริการล่ามของโรงพยาบาล มันมีศักยภาพพอที่จะทำให้ผู้ป่วย-แพทย์-ล่าม มองเห็นซึ่งกันและกันได้ ในขณะเดียวกันก็มองเห็นเอกสาร หรือผลเอ็กซเรย์ รวมทั้งแผนภูมิทางการแพทย์สำหรับเสนอแนวทางการรักษาได้พร้อมๆ กันและเหมือนๆ กันในเวลาเดียวกันครับ

ผู้ป่วยพอใจเพราะไม่ต้องนั่งรอล่ามที่เดินทางมาจากไหนก็ไม่รู้ ใกล้หรือไกลก็ไม่รู้ แต่สามารถสื่อสารกับแพทย์ได้ในทันทีที่กดปุ่มเปิดระบบ แพทย์เองก็ไม่ต้องรอเช่นเดียวกันครับ แถมยังสามารถอธิบายให้ผู้ป่วยทราบได้อะเอียดมากขึ้น ทั้งเรื่องของโรคและกระบวนรักษาที่จะดำเนินต่อไป รวมถึงการนัดหมายต่างๆ เพราะสามารถแสดงอะไรต่อมิอะไรผ่านมอนิเตอร์ของเทเลอินเตอร์เพรตเตอร์ได้ ตัวล่ามเองก็พอใจครับ ไม่ต้องเดินทาง (ถ้าเป็นอย่างเช่นกรณีเดินทางไปยังโรงพยาบาลกรุงเทพ สมุย เพื่อเป็นล่ามให้กับผู้ป่วยที่นั่น 2-3 วันต่อครั้ง จะเห็นประโยชน์ข้อนี้ชัดเจนอย่างยิ่งครับ) ประหยัดเวลาในการทำหน้าที่ เพราะไม่ต้องมานั่งรอแพทย์รักษาผู้ป่วยจนเสร็จ ถึงจะออกปากนัดหมายกันได้อีกครั้ง แถมยังสามารถใช้โทรศัพท์ไวไฟที่มีอยู่ในระบบนี้ แจ้งสถานะของตนเองว่าว่างสำหรับการทำหน้าที่ล่ามอีกหรือไม่ ส่วนโรงพยาบาลนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ พอใจแน่นอน เพราะนั่นเท่ากับการลดค่าใช้จ่ายลงไปมหาศาล ทั้งในแง่ของการเดินทางและที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่จำเป็นต้องจ้างล่ามเพิ่มอีก 10 คนต่อเดือน

นี่คือตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดของทรัพยากรที่มีอยู่เดิมแล้วนั่นเองครับ

คุณวัตสัน ถิระภัทรพงศ์ ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจพาณิชย์ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ อธิบายว่า "เทเลอินเตอร์เพรตเตอร์" เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี "ซิสโก้ ยูนิฟายด์ คอมมูนิเคชั่น" ของบริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ ที่นำเอาเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูล เสียง ภาพเคลื่อนไหว และเว็บ เข้ามาเชื่อมโยงใช้เป็นระบบเดียวกัน มันประกอบด้วย กล้อง ซิสโก้ วีที แอดแวนเทจ สำหรับติดตั้งที่จอคอมพิวเตอร์ (ของแพทย์, ผู้ป่วย และล่าม) โปรแกรมซิสโก้ ซอฟท์ โฟน ที่ติดตั้งลงในพีซีแต่ละตัว และระบบไวร์เลส ไอพี โฟน ก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างที่ว่ามาข้างต้นครับ

ที่สำคัญก็คือ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างรูปธรรมอย่างเดียวของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภายใต้แนวความคิด "คอนเนคเต็ด เฮลธ์" หรือการใช้ไอทีเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์แบบบูรณาการที่มีหลากหลายอย่างมาก การใช้เทคโนโลยีนี้หรือการผสมผสานเทคโนโลยีอื่นๆ เข้าไป สามารถประยุกต์ใช้ได้อีกมากมาย เหมือนอย่างเช่นการที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ที่กรุงเทพฯ ใช้ระบบนี้เพื่อให้แพทย์ให้คำปรึกษากับผู้ป่วยที่นครราชสีมา โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่นั่นครับ

ผมยังนึกถึงการใช้ประโยชน์จากมันได้อีกหลากหลายรูปแบบ ที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็คือ การเชื่อมโยงระบบโรงพยาบาลของรัฐในทุกจังหวัดเข้ากับส่วนกลาง เพื่อให้แพทย์ในต่างจังหวัด ได้หารือทางวิชาการกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ ที่ประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นต้น

ถ้าทำได้ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไทยสามารถเข้าถึงวิทยาการทางการแพทย์ขั้นสูงได้โดยสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเท่านั้นนะครับ ยังจะเป็นคุณูปการอย่างใหญ่หลวงสำหรับการศึกษาอบรมทางการแพทย์จากเคสผู้ป่วยจริงๆ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบจากทั่วประเทศอีกด้วย

ก็ได้แต่คิดละครับ คนลงมือทำคงไม่ใช่ผมแต่เป็นรัฐบาล หรือกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องต่างหาก!

ติดต่อขอข้อมูล