มองจุดอ่อน-จุดแข็งอุตสาหกรรมไอซีที ไทย ทำอย่างไรจะแข่งขันได้

Thairath

29 มกราคม 2550

ไทยรัฐ

ปาจารีย์ พวงศรี

ในงานสัมมนาและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2549 ของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 27-28 ม.ค. ที่ผ่านมา ช่วงหนึ่งที่คนในแวดวงไอทีให้ความสนใจก็คือ การสัมมนาประจำปี โดยปีนี้จัดขึ้นในหัวข้อ “ค้นหาศักยภาพไทย ในอุตสาหกรรม ICT” รวมรวมเอาคนไอทีชั้นนำมาแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองไว้อย่างน่าฟัง

นายจำรัส สว่างสมุทร นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดฉากด้วยการให้ภาพรวมเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีของไทยว่า อยากเริ่มต้นที่แผนแม่บทไอซีทีแห่งชาติ เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงที่กำลังร่างฉบับที่ 2 อยู่ จากแผนแม่บทไอซีทีแห่งชาติฉบับที่ 1 ที่ผ่านมา หลายคนมองว่า จบ 5 ปีไปแล้วก็ยังไม่ค่อยเห็นอะไรเป็นรูปธรรมมากมายนัก ดังนั้น ในฉบับที่ 2 นี้ จึงต้องหันมามองว่าอะไรคือวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ของไทย เพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะร่างแผนกันโดยไม่ฟันธง ต่างกับประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ที่มองชัดเจนเลยว่าในปี 2010 จะเห็นอะไรบ้าง เลือกและเจาะจงว่าประเทศเขาจะเป็นอะไรในอนาคต นำพาให้เกิดการผลักดันประเทศได้อย่างรวดเร็ว

“เมื่อพูดถึงไอซีที คนจะเริ่มแยกเป็น 2 ส่วน คือ ไอที (IT: Information Technology) และซีที (CT: Communication Technology) ในส่วนของไอที ต้องตั้งคำถามว่าเราอยากเห็นประเทศไทยเป็นอะไร เป็นผู้ผลิต ผู้ใช้ หรือนำไอทีมาใช้เสริมอุตสาหกรรมส่วนอื่นๆ ให้แข่งขันได้ ถ้าเป็นผู้ผลิต ต้องบอกว่าจุดแข็งเราไม่มีเลย แต่ถ้านำมาสนับสนุนอุตสาหกรรมอื่นที่เรามีความเข้มแข็งอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อันนี้น่าสนใจ และเชื่อว่าเรายังมีโอกาส ดังนั้น เราจึงต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะไม่รู้ว่าเรามีจุดอ่อนหรือจุดแข็งอย่างไร” นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ จุดประเด็น


ในเรื่องของจุดเด่นจุดด้อยในอุตสาหกรรมไอซีทีของไทย นายจำรัส ให้ความเห็นว่า ไทยมีจุดเด่นหลายเรื่อง เช่น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แต่ว่าก็ยังอ่อนในเรื่องวิจัยและพัฒนาที่ยังติดเรื่องการสนับสนุนด้านการเงิน นอกจากนี้ ยังขาดเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้วย


“จุดแข็งเรามี แต่เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าจะนำมใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไรได้บ้าง ตราบใดที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าประเทศไทยจะเอาดีในด้านใด” นายจำรัส ย้ำ

ส่วนมุมมองของเอกชนนั้น นายวรกร ภัทรายานันท์ กรรมการผู้จัดการภาคพื้นอินโดจีน บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นเสริมว่า คนไทยโดยธรรมชาติต้องยอมรับว่าเก่งแบบตัวคนเดียว ไม่ใช่การทำงานเป็นทีม ซึ่งส่วนนี้จะมองเป็นจุดอ่อนก็ได้ จุดแข็งก็ได้ อีกอย่างที่มีรากฐานมายาวนานก็คือ ความเป็นศิลปิน หรือความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ตรงนี้คนไทยเก่ง เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมแอนิเมชั่น อันเป็นลักษณะของการนำไอซีทีมาต่อยอดในอุตสาหกรรมอื่น แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า โปรดักชั่นที่มาทำในไทยเป็นเพียงช่วงปลายน้ำ มีเม็ดเงินไม่มาก เป็นผลมาจากคนไทยยังอ่อนเรื่องการตลาดในระดับสากล จุดนี้เป้นอีกส่วนหนึ่งที่ไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้าน

กรรมการผู้จัดการภาคพื้นอินโดจีน บริษัท ซิสโก้ฯ ให้ความเห็นต่อไปว่า จุดอ่อนในเชิงวัตถุดิบอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของบุคลากร ที่เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลไม่มีนโยบายชัดเจนและต่อเนื่องในการสนับสนุนอุตสาหกรรมไอที ส่วนนี้ตนมองว่ารัฐควรเข้ามาเป็นเจ้าภาพในเรื่องที่คิดว่าทำได้ เพราะปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่บริษัทต่างชาติจะตัดสินใจลงทุนก็คือนโยบายของภาครัฐ นักธุรกิจไม่กลัวว่ากฎหมายจะเป็นอย่างไร แต่กลัวนโยบายที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมามากกว่า ดังนั้น นโยบายที่ไม่อำนวยจึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาไอทีของประเทศไทย ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านก้าวไปไกลแล้ว ตอนนี้กระบวนการขั้นตอนหลายอย่างในการประกอบธุรกิจยังขัดต่อการผลักดันให้อุตสาหกรรมไอทีเติบโต ตนจึงเห็นว่าควรจะแก้ไขให้เกิดนโยบายที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และครบวงจรโดยเร็วที่สุด เพราะถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะถูกต่างประเทศทิ้งห่างไปเรื่อยๆ

“ด้านเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้านี้บอกได้เลยว่าไม่เห็นอะไร คล้ายกับว่ามีหมอกหนากั้นอยู๋ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ นโยบาย เศรษฐกิจหรือการเมือง ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นที่สุดก็คือ ความชัดเจนของนโยบาย เพราะถ้านโยบายชัดเจนและเกื้อหนุนธุรกิจไอซีทีแล้วการพัฒนาก็คงจะเป้นไปได้รวดเร็วขึ้น” นายวรกร กล่าว

ด้าน นายณัฐศักดิ์ โรจนพิเชษฐ กรรมการผู้จัดการภูมิภาคอาเซียน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า เมื่อเปรียบเทียบความพร้อมของไทยกับประเทศอื่นๆ แล้ว ถือว่าไม่ได้ด้อยกว่ามากมายนัก และมีเพชรยอดมงกุฎที่หลายคนอาจมองไม่เห็นอยู่หลายส่วน เช่น ความสามารถในการทำธุรกิจเอาท์ซอสซิ่ง รวมถึงรับช่วงพัฒนางานด้านไอที อาทิ ในอุตสาหกรรมแอนิเมชั่น ซึ่งเป้นแนวทางหนึ่งในการนำเอาไอทีมาต่อยอดสร้างตลาดเฉพาะขึ้น ทั้งนี้ ถ้ามีการสร้างกรอบความพร้อมให้กับผู้ลงทุนและผู้พัฒนาในประเทศไทยให้ดี ก็จะมีความพร้อมกว่าคนอื่นมาก

“แต่ก็ตระหนักดีถึงเรื่องนโยบาย การเมือง และสิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวฉุด อย่างไรก็ตาม หากสามารถลงไปแก้ไขในจุดนี้ได้ เราก็จะไปไกลกว่าคนอื่นได้มากแน่นอน” กรรมการผู้จัดการภูมิภาคอาเซียน และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออราเคิล กล่าว

นายณัฐศักดิ์ ให้ความเห็นและแง่คิดในการสร้างบรรยากาศการลงทุนและความสามารถในการแข่งขันว่า การเสริมสร้างจุดแข็งควรเริ่มจากพื้นฐาน นั่นก็คือ การสร้างบุคลากรแบบพร้อมใช้ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัย โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที และกระทรวงศึกษาธิการ ควรเป็นผู้วางกรอบตรงนี้ พร้อมกับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน นอกจากนี้ยังต้องวางแผนการนำเข้าบุคลากรที่มีความสามารถจากต่างชาติให้ง่ายและสะดวกที่สุด มีระบบภาษีที่เอื้อต่อการใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการลงทุน สร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีและจัดการเรื่องกฎหมายให้รองรับในส่วนนี้

ผู้บริหารออราเคิล กล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างความสามารถในการแข่งขันและความพร้อมต้องดูใน 4 มิติ คือ 1) บุคลากร 2)บรรยากาศการลงทุน 3) กฎ ระเบียบ กฎหมายที่รองรับการลงทุน และ 4) แนวนโยบายที่ส่งเสริมเรื่องการลงทุน เป็นหลัก และในภาพรวมต้องมองว่าไอซีทีเป็นทั้งตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศและเป็นอุตสาหกรรมเองด้วยส่วนหนึ่ง ดังนั้น การกำหนดแผนด้านไอซีที จึงต้องทำร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน เพราะบางครั้งรัฐอาจไม่มีความเข้าใจในแต่ละอุตสาหกรรมได้ทั้งหมด และอุตสาหกรรมเองก็อาจยังไม่มีความเข้าใจในการดำเนินงานของทางภาครัฐ

หลักใหญ่ใจความของการเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไอซีทีในครั้งนี้ โดยสรุปแล้วคงอยู่ที่ความชัดเจนเชิงนโยบายอันจะเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการผลักดันให้อุตสาหกรรมมีความเข้มแข็งและพร้อมแข่งขันในระดับสากล

อย่างไรก็ตาม การได้มาซึ่งนโยบายที่ดีคงจะรอภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ หากต้องเกิดจากความร่วมมืออย่างจริงใจของทุกฝ่าย เริ่มต้นจากการสะท้อนความคิดเห็น รับฟัง กลั่นกรอง และกล้าทำ ดังที่เกิดขึ้นแล้วในเวทีสัมมนาของชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้…